Apichatpong Weerasethakul
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
สัมภาษณ์ โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล ถ่ายภาพ โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล

พี่มีงานอย่างอื่นด้วยนอกจากหนัง อยากทราบว่ากระบวนการคิดและทำต่างกันไหม คือวิดีโออาร์ต มันจะมีอิสระกว่า แต่ก็ไม่ได้ง่ายกว่านะ มันจะเน้นเรื่องอารมณ์มากกว่าหนัง ส่วนมิวสิควิดีโอนี่ เรามองว่าไม่ต่างจากวิดีโออาร์ตเลยนะ คือแทบไม่ต้องสื่ออะไรเลย เน้นที่ภาพอย่างเดียว เพราะมิวสิควิดีโอก็มาจากสายหนังทดลอง ทีนี้ พอเราทำมิวสิควิดีโอ เราก็จะทำมันออกมาเหมือนแบบที่ทำหนังทดลองนั่นแหละ คือวิดีโออาร์ตนี่ คนจะเข้ามาตรงไหนของเรื่องก็ได้ ไม่ต้องดูแต่แรกก็ได้ ในขณะที่หนังมันต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบ
พี่เริ่มทำวิดีโออาร์ตตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าจะตั้งแต่ปี 98 นะ คือเราไม่แยกนะ บางทีก็เป็นหนังสั้น หนังทดลอง บางทีก็เอามาทำอินสตอลเลชั่น(ศิลปะการจัดวาง โดยคำนึงถึงองค์ประกอบของพื้นที่เพื่อสื่อความหมายร่วมกับชิ้นงานหรือภาพเคลื่อนไหว) คือเราไม่ซีเรียส บางทีมันไม่จำเป็นต้องอินสตอลก็ได้ อย่างเรื่อง Malee & The Boy แสดงครั้งแรกที่จุฬา กับ Like the Relentless Fury of the Pounding Waves (แม่ย่านาง) ในงาน Alian Generation พี่เจี๊ยบ(กฤติยา กาวีวงศ์)จัด แล้วก็มี Boys at Noon Girls at Night ฉายสองจอ คือด้วยความที่ชิ้นแรก ๆ นี่ทำด้วยความอยากทำ เลยแสดงในเมืองไทยก่อน แต่หลัง ๆ มานี่เป็นงานแบบคอมมิสชั่น คือแล้วแต่นิทรรศการไหนจะให้เราทำ ก็ต้องไปแสดงที่นั้น ๆ ก่อน ซึ่งงานพวกนี้หลัง ๆ จะมาจากเมืองนอกให้ทำมากกว่า

พี่คิดว่างานช่วงแรกของพี่มีความต่างจากงานในปัจจุบันนี้ไหม ตอนนั้นเราลองเรื่องการเล่าเรื่อง แล้วก็พยายามหาที่มาของวิธีเล่าใหม่ ๆ เพื่อจะสานต่อจากที่เราทำไว้ใน ดอกฟ้าในมือมาร เป็นเรื่องการหาสิ่งที่เราเชื่อมโยง กับสิ่งที่เราโตขึ้นมากับมัน อย่างการ์ตูนเล่มละบาท ละครวิทยุ เราทำพวกนี้ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชิคาโก เพราะเป็นสิ่งที่ที่นั่นไม่มี มันเลยเหมือนการโหยหา อยากจะเอาของพวกนี้มาประยุกต์ หรือกลับไปค้นหารากเพื่อจะเอามาใช้ คือเราว่าหนังทดลองคือการค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งเราลองเอาของเก่าพวกนี้มาใช้ประยุกต์กับสไตล์ใหม่ โดยเฉพาะของไทยนี่ยิ่งน่าสนใจ เพราะมันยังมีพื้นที่อีกเยอะที่ยังไม่ถูกสำรวจ
ยกตัวอย่างสักเรื่องได้มั้ย อย่าง Malee & The Boy ชิ้นนั้นเป็นการทำหนังภายในหนึ่งวัน เหมือนไดอะรี่ปิกนิก ตอนนั้นคนที่ทำคอนตินิว(ควบคุมการต่อเนื่อง)ให้เรา เขามีน้องชาย 7 ขวบ แล้วเด็กคนนี้ก็จะป้วนเปี้ยนแถวออฟฟิศ ก็เลยคิดว่าลองขับรถแล้วก็ไปถ่ายเลย คือตอนนั้นเหมือนเป็นแรงขับว่า ตอนนี้ต้องทำหนังสักเรื่องแล้วล่ะ ก็ไปห้างสรรพสินค้า ไปโรงพยาบาล แล้วให้น้องเขาติดไมค์ไว้ตลอดทาง อัดเสียงเข้าเครื่องมินิดิสก์ แล้วเราก็ถ่ายสถานที่ที่เขาไป ถ่ายตัวเขาด้วย แล้วก็เอามาตัด คือเราขับรถไปตามสถานที่ที่เราชอบ แล้วปล่อยให้เด็กไปอัดเสียงมาให้หน่อย ทีนี้ตัวเขาก็จะเหมือนไมโครโฟนที่เดินไปเรื่อย คือเราอยากทดลองในแง่ของภาพกับเสียง อย่างเรื่องดอกฟ้าฯ มันเหมือนการร่วมงานกันระหว่างเรากับคนหลาย ๆ คนในประเทศไทยที่ให้เรื่องราวกับเรามา แต่ในเรื่องนี้เด็กเป็นเหมือนคนที่มอบเรื่องราวผ่านเสียงต่าง ๆ ให้กับเรา คือเรามองว่าในหนึ่งวันของชีวิตคน มันมีเรื่องราวมากมาย แล้วเราก็พยายามรวบรวมมันจากสิ่งแวดล้อมของชีวิตเด็กคนหนึ่ง
แล้วงานในปัจจุบันของพี่ต่างจากตอนนั้นอย่างไร ตอนนี้เราสนใจวิธีการเล่าเรื่องน้อยลง คือเราเริ่มพบว่าการค้นหาที่มาของการเล่าเรื่อง มันเริ่มลึกเข้าไปในตัวมากขึ้น เริ่มมองว่าเราเล่นไปในทางทฤษฎีเยอะ แล้วเรากลัวว่างานมันจะแข็ง จนมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราค้นหาอยู่ เราเลยคิดให้น้อยลง แต่ใส่ความรู้สึกเข้าไปมากขึ้น งานหลัง ๆ มันเลยดูจะไม่มีความหมายอะไร เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วน ๆ อย่างเรื่อง Faith , Luminous People (ลอยอังคาร), The Anthem แล้วบางทีเราเลยทำกับหนังสั้นเหมือนเป็นอินสตอลเลชั่นไปเลย คือไม่ว่าจะเข้ามาดูตอนไหนก็จะไม่รู้เรื่องอยู่ดี(หัวเราะ) แต่จะได้อารมณ์ในขณะนั้นไป

ยกตัวอย่างสักเรื่องให้เห็นภาพชัดหน่อยได้มั้ย อย่าง Luminous People มันเกิดจากตอนเราไปเห็นพิธีลอยอังคารที่แม่โขง แต่เราพยายามเซ็ตอัพมันขึ้นมาใหม่ คือเราพยายามจะคิดว่า มีอะไรที่เราจำได้บ้าง ตอนที่เราไปลอยอังคารพ่อเรา ค่อนข้างจะด้นสด ไม่ได้เขียนเป็นบท แต่เขียนเป็นกิจกรรมว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ถ่ายไปเรื่อย ๆ แต่เสียงนี่มาทีหลัง ก็มีอัดเสียงบรรยากาศด้วย แล้วพอหลังจากตัดต่อแล้ว ก็ให้ทีมงานที่ไปถ่ายทำด้วยกัน มาพากย์จากภาพที่เราตัดต่อมา ตอนแรกจะเป็นเหมือนหนังเงียบ จะมีแค่เสียงเรือ แต่ตอนหลังคิดว่าให้ทีมงานลองเล่าเรื่องราวของเขาเองลงไปด้วยจะดีกว่า แล้วเราก็ตัดทอนจนเหลือแค่เรื่องที่โก๋(นิติพงศ์ ถิ่นทัพไทย)ร้องเพลงเกี่ยวกับวิญญาณพ่อของเขามาหา ก็ยังมีความเชื่อมโยงกับการทดลองก่อน ๆ นะ แต่เราไม่ได้คิดว่าเรากำลังทดลองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราคิดว่าก็เป็นเรื่องของคนรอบข้างเรา คือเราคิดว่าจะเอาสิ่งนี้มาช่วยในเรื่องอารมณ์ได้อย่างไรมากกว่าจะคิดว่า เราต้องการทดลองอย่างไร เพื่ออะไร คืองานชิ้นแรก ๆ เราไม่ได้คิดถึงเรื่องอารมณ์เหมือนตอนนี้ คิดแค่ว่าเฮ้ย จะมีวิธีไหนอีกบ้างที่จะผลักดันสื่อภาพยนตร์ไปสู่อนาคต เพื่อจะค้นหาว่าคนทั่วไปยังไม่ทำ หรือแม้แต่เราเองยังไม่เคยทำ แต่ตอนนี้เราไม่ได้คิดจะทดลองเพื่อค้นหาสิ่งนั้นแล้ว เป็นแค่การรู้สึกกับอารมณ์ขณะนั้นมากกว่า อย่าง สุดเสน่หา กล้องจะไม่เคลื่อนเลย แล้วก็แทบจะไม่มีภาพแทนสายตาเลย จะมีอยู่แค่ครั้งเดียวเองมั้ง ท้ายเรื่องตอนที่รุ่งมองขึ้นไปบนฟ้า แต่อย่างเรื่องหลัง ๆ เราไม่คิดอะไรพวกนี้แล้ว มันเลยผ่อนคลายมากขึ้น อย่างพอมันหันไปมองปุ๊บ คนดูก็จะได้เห็นภาพที่ตัดละครนั้นกำลังมองอยู่ทันที คือวิญญาณของโหวเชี่ยวเฉียนมันลอยออกไป(หัวเราะ) เมื่อก่อนถูกสิงอยู่ หลัง ๆ เลยมีดอลลีเข้ามาด้วย



ดูเหมือนบรรยากาศ พื้นที่ แล้วก็คนรอบข้างจะมีส่วนสำคัญในงานของพี่มากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน ๆ มันเป็นรีแอคชั่นระหว่างเรากับคนอื่น อย่าง Faith ที่เป็นมนุษย์อวกาศ เราทำเพราะตอนนั้นอกหักจะตาย(หัวเราะ) แล้วเรื่อง Waterfall เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโต้ง(ศักดา แก้วบัวดี) คือส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องที่ได้มาจากการใช้ชีวิตน่ะ แล้วหนังมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของเราด้วย แล้วคนรอบข้างเราก็เป็นทีมงานที่ทำหนังด้วยกัน มันเลยเหมือนการสะท้อนกันไปมา ช่วงหลัง ๆ งานของเราเลยมีอุปกรณ์ทำหนังโผล่เข้ามาด้วย เคยคิดเหมือนกันว่า อยากทำสักเรื่องที่เห็นอุปกรณ์การถ่ายทำในเฟรมเลยดีมั้ย เห็นไมค์บูม เห็นอุปกรณ์จัดแสง แต่ก็มีคนทักว่า เฮ้ย อย่างนั้นนี่โกดาร์ด ทำแล้ว แต่เรากลับคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลย ว่าจะมีใครเคยทำมาก่อนหรือเปล่า แต่บางเรื่องก็ไม่เหมาะนะ อย่าง แสงศตวรรษ ตอนเราไปฉายที่สวิส แล้วเขาฉายผิดGate(ประตูเครื่องฉาย ซึ่งจะทำให้ขนาดของกรอบภาพที่ต่างกัน) แล้วมันเลยเห็นบูม เห็นอะไรโผล่มาด้วย เราก็โวยวายเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งใจจะให้เป็น เสียอรรถรสด้วย แต่อีกใจนึงเรากลับคิดว่า เออ นี่ไง คือสิ่งที่เราเคยคิดอยากให้คนดูเห็น แล้วจะไปปิดบังมันทำไม แต่พอฉายแล้วมันกลายเป็นหนังอีกเรื่องนึงไปเลย คือสำหรับเรามันเหมือนภาพโป๊น่ะ มันเป็นการเปลือยเทคนิค หนังมันคือการสร้างภาพลวงให้คนดู พาให้คนลอยออกไปจากความจริง ซึ่งพอเห็นไมค์ แทนที่เขาจะไหลไปกับเรื่องราวในหนัง เขาก็จะคิดถึงเทคนิคมากกว่า คือมันก็น่าสนใจนะ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่น่ะ


พูดถึงมิวสิควิดีโอคุณเพชรยังไงถึงได้มาทำ คือคุณเพชรเป็นคนที่สนับสนุนวงการศิลปะอยู่แล้ว จริง ๆ ชอบเพลงอื่นที่เร็ว ๆ มากกว่า อย่าง ไอ้เชยที่บางกอก แต่เขาให้เรามาทำ Because (เพราะฉันและเธอ) ด้วยเหตุผลว่าเราน่าจะเหมาะกับเพลงที่เน้นอารมณ์มากกว่า ด้วยเห็นจากหนังที่เราเคยทำ ตอนนั้นเราพยายามจะเปลี่ยนใจเขา ด้วยการพาเขาไปดูฟิล์มเรื่อง Antheme เพราะเรื่องนั้นเป็นกล้องวิ่ง ๆ แล้วก็เพลงอิเลคโทรนิค แต่เขาก็ไม่ยอมอยู่ดี คือเขาติดภาพว่าเราต้องช้า ๆ แล้วเราดันไปเสนอว่าจะเป็นป่า ก็ยิ่งไปกันใหญ่ แล้วตอนหลังเราก็ขอทำเป็นอินสตอลเลชั่น ก็ทำเป็นเวอร์ชั่น 3 จอ จะเป็นจอของโต้ง จอป้าเจน แล้วก็ป้าเจนไกล ๆ กล้องวิ่งเป็นวงกลม ตอนหลังเลยเปลี่ยน
Because Version 1 Click on the pic to see คลิกบนรูปเพื่อดูMV
Because Version 2 Click on the pic to see คลิกบนรูปเพื่อดูMV
มีเวอร์ชั่นไหนบ้าง จะมีป้าเจนกับโต้ง เลื่อนไปเรื่อย ๆ อีกอันจะตัดแว๊บ ๆ ตัดเร็ว ๆ อีกอันที่คนยังไม่เห็น จะเป็นเทคเดียว ป้าเจนเดิน ดอลลี่ตามป้าเจน แล้วป้าเจนก็จะหยุดพักมีคนแวะมาเอาน้ำให้ดื่ม แล้วก็เดินต่อ แล้วจบ แค่นั้น ซึ่งเราชอบอันนี้ที่สุด คือตอนแรกคุณเพชรอยากให้เป็นเรื่องราว เขาเสนอว่าอยากให้มีผู้ชาย ผู้หญิง มีแหวนแขวนบนต้นไม้ คือค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเพชร เพราะเพลงเป็นความห่างเหินของคู่ที่แต่งงานกันมานาน แต่เรามองว่ามันไม่ใช่สำหรับเรา ความสัมพันธ์ของเรามันไม่มีจุดนั้น เรามีแต่เรื่องราวในกองถ่าย กับนักแสดง แล้วก็มีตัวหนังสือ(เป็นโคมหลาย ๆ สีทำเป็นอักษร คำว่า ฉัน และ เธอ รัก กัน) ไม่ใช่เป็นเรื่อง แค่เห็นเบื้องหลัง แล้วก็เห็นนักแสดงที่เราใช้ประจำ เป็นการพบกันครึ่งทาง ก็ดีที่เขาให้โอกาสทำในแบบตัวเรา แต่ตอนแรกไม่ใช่แบบนี้นะ ครึ่งนึงเป็นเบื้องหลัง เป็นไฟบนต้นไม้ เป็นควัน เป็นความลึกลับ อีกครึ่งเป็นดอลลี่ คือพอเพลงจบ ดอลลี่ก็ยังดอลลี่ต่อไปอีก 2 นาที เป็นเสียงป่า แล้วพอตัดมันไม่เวิร์ค เลยเริ่มมีความคิดว่าน่าจะตัดแว๊บ ๆ กระพริบ ๆ คือเราชอบไฟนีออนน่ะ ในหนังทุกเรื่องเราจะมี

ทำไมงานส่วนใหญ่ของพี่มักจะแบ่งเป็นครึ่งแรกกับครึ่งหลัง เราชอบการผสมของสิ่งที่มันไม่ควรจะผสมน่ะ อย่าง Fact กับ Fiction สารคดีกับเรื่องแต่ง หรือหนังทดลองแต่เอาของเก่ามาใช้ หรืออะไรที่มันขัดแย้งกัน เราว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ Thirdworld (เกาะกายสิทธิ์) ที่เสียงกับภาพมันจะแยกกัน(เป็นฟุตเตจขณะถ่ายดอกฟ้าในมือมาร กับเสียงคุยกันระหว่างพี่เจ้ยกับคนบันทึกเสียง) แล้วพอช่วงหลังก็จะไม่มีเสียงพูดอีกเลย มีแต่บรรยากาศบนเกาะปันหยี เหมือนกล้องมันลอยไปจับอะไรก็ไม่รู้ เราว่ามันน่าจะมาจากงานศิลปะ อย่างพวกดาดา ชัด ๆ นี่น่าจะเดวิด แสตนลีย์มากกว่านะ เป็นนักวาดรูป ที่เขาจะเอาของที่ไม่เข้ากันเลยมาใส่ในเฟรมเดียวกัน บางทีก็แบ่งเป็นครึ่งภาพในเฟรมซะงั้น เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกัน อย่างMV ฝรั่งใจ ของนภ พรชำนิ ที่เราทำอันนั้นก็เหมือนกัน เป็นการผสมระหว่างภาพนิ่ง กับแอนิเมชั่น ความซึม ๆ ไม่มีชีวิตชีวา กับความสดใสของการ์ตูน
เหมือนอย่างโถฉี่ของดาดาน่ะหรือ อันนั้นเป็นเรื่องการตีความมากกว่า อันนั้นคือการเล่นกับอะไรที่มันไม่เคยถูกมองในด้านความงาม แต่ก็กลับเอามาโชว์เพื่อให้เห็นความงามของรูปทรง แทนที่จะมองในแง่ของการใช้งาน ซึ่งคนไม่เคยดูโถฉี่ในมุมนั้นมาก่อน แต่ที่ชัดกว่า คือพวกดาดาเขาก็ทำหนังด้วย ซึ่งมั่วมากไม่เกี่ยวกันเลยในแต่ละภาพ แต่เขาก็มองว่านั่นคือจิตใต้สำนึก ซึ่งมันก็จริงนะ สิ่งที่เราทำมันคือพัฒนาการจากสิ่งเหล่านี้ล่ะ คือการไม่พยายามยึดอะไรที่เป็นรีเนียร์(การตัดต่อแบบเป็นไปตามลำดับ) ซึ่งมันยิ่งชัดในงานอินสตอลเลชั่นที่ไม่จำเป็นต้อง A ไป B แต่มันเป็นอะไรก็ได้
แต่ถ้าในแง่ของคนดูอีกกลุ่มที่เขาไม่คุ้นกับแนวคิดแบบนี้ พี่ไม่กลัวว่าเขาจะดูไม่รู้เรื่องหรือ เราว่านั่นเป็นอิสระของคนดูมากกว่านะ ที่เขาจะตีความ หรือใช้ประสบการณ์ของเขาเข้าไปจับงานชิ้นนั้น มันเหมือนการไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ เฮ้ย ตัวอักษรขอมเราอ่านไม่ออก แต่พอเรียง ๆ กันก็พอจะมองออกอยู่บ้างนะว่ามันน่าจะมีความหมายอะไรบางอย่าง หนังก็เหมือนกันที่อาจจะชี้ออกมาได้ชัดกว่านี้ก็ได้ แต่เราไปสร้างกำแพงที่ไม่ใช่การเล่าเรื่องแบบที่คุ้นเคยซะ ซึ่งเราว่านี่คือความสนุกของการเล่าเรื่อง การดูงานศิลปะ หรือการตีความนะ
หลังจากที่พี่โดนกรณีแสงศตวรรษมีคนทำนายว่า พี่จะทำหนังที่ค่อนข้าง
โป๊ งั้นเลยหรือ...ก็คิดอยู่นะ (หัวเราะ) คือหลังจากที่ทำหนังให้พ่อแม่แล้ว ทดลองอะไรแล้ว ตอนนี้มันต้องขุดเข้าไปส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งถึงมันจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็นเซอร์ ก็น่าจะเกี่ยวกับการเมือง หรือการที่เราอยู่ในประเทศไทย เพราะที่วางแผนไว้ยาว ๆ ก็มี Utopia ที่จะออกไปถ่ายนอกประเทศไทย แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เราอยากทำอันอื่นก่อน เราอยากจะพูดถึงสีดำและสีขาวของสังคมให้มันชัดกว่านี้ คือเราอยู่กรุงเทพมา 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เราไม่ได้กลั่นกรอง จนไม่เห็นความอุบาทว์ และความงามของเมืองอย่างตอนนี้ แล้วก็ความที่เราทนกับสิ่งที่บ้านเมืองเราเป็นไม่ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละหนังโป๊กับการเมืองมันเป็นกระแสเหมือนกันนะ มีคนทำเยอะแล้วจนเราอาจจะไม่ทำก็ได้ แต่ก็ยังบอกอะไรไม่ได้เหมือนกัน เพราะกำลังร่างอยู่ แต่คิดว่ามันน่าจะไปในเรื่องของความรุนแรง ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องสื่อมาในทางเซ็กซ์ก็ได้ คือเราคิดว่าคงต้องให้มันผ่านตัวเราไปก่อน มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากกว่า ก็จะรับรู้เรื่องของการเมือง ศาสนา สังคม
อันนี้เป็นคำถามที่ทุกคนต้องถามพี่ ทำไมงานของพี่เล่าเรื่องส่วนตัว เราหมายถึงว่า คนส่วนใหญ่มักจะคาดหวังว่า ศิลปินน่าจะสะท้อนภาพของสังคม มากกว่าจะสะท้อนภาพตัวเองออกมาให้คนรับรู้ งั้นถ้าเราถามกลับว่า ศิลปินไม่ได้อยู่ในสังคมหรือ คือถ้าอย่างนั้น เราไปทำสารคดีหรือบทความเชิงวิชาการดีกว่ามั้ย คือเรามองว่า ถ้าเรายังทำหนัง หนังมันมีความลึกลับที่เราต้องค้นหา สำหรับเรามันเหมือนการดำน้ำเพื่อไปค้นหาสัตว์แปลก ๆ ซึ่งภาพยนตร์มันมีเรื่องเหล่านี้อยู่ไง จะให้เราทิ้งการค้นหาอย่างนี้ไปได้ยังไง แล้วพอการพูดถึงตัวเอง มันเหมือนการค้นหาเข้าไปสู่จุดนั้นที่ลึกลงไปอีก หาวิธีที่จะแสดง หรือแม้แต่อารมณ์ ที่เกิดเพราะผลกระทบที่ได้รับจากสิ่งที่อยู่เหนือน้ำนั้น
แล้วระหว่างคนทำหนังกับคนทำงานศิลปะตอนนี้พี่อยู่ตรงไหน คือตอนนี้ขาเราเหยียบอยู่สองข้าง ซึ่งเราว่าเป็นปรากฎการณ์ที่พิเศษเหมือนกันนะสำหรับโลกศิลปะ มีคนสนใจเรื่องของศิลปะเยอะขึ้น แล้วเรายังอยากทำทั้งสองอย่าง คือเราคิดว่าเราต้องเหนื่อยกับการพยายามหาเงินเพื่อจะมาเลี้ยงออฟฟิศ ภายในปีนึง ๆ ถ้าพูดในเชิงธุรกิจ เงินจากทางวิช่วลอาร์ตรวม ๆ กัน มันเยอะกว่าเงินที่เราได้จากการทำหนังซะอีก หนังแต่ละเรื่องเราเสียเวลาไป 2 ปีกว่าแต่รายได้มันไม่เยอะเมื่อเทียบกับงานศิลปะ จนเราคิดว่าจะหาแกลลอรี่ แล้วก็จะเริ่มเสนอขายงานเป็นชุด ๆ คล้าย ๆ กับงานภาพเขียน ทำเป็นวิดีโอขายเป็นชิ้น ๆ ให้พิพิธภัณฑ์ นี่ก็เป็นทางนึงที่เรากำลังมอง ซึ่งเราต้องดูต่อไป คือเรามองว่าอยู่เมืองไทยไม่มีใครสนับสนุน มีแต่เหยียบให้จม การทำหนังเรื่องนึงมันยาก แล้วเราก็ท้อ แต่งานศิลปะมีคนให้การสนับสนุนมาก แล้วมันเป็นการทำงานระยะสั้น แต่หนังยาวต้องใช้ความอดทนสูงมาก ใช้ทุนมาก มีกระบวนการผลิตที่นานกว่า ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกว่าเราจะทำอะไรกันแน่ แล้วงานศิลปะมันยิ่งเปิดกว้างกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความที่ไม่มีหลักการ มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครมาบ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง เพราะงานศิลปะคนพร้อมที่จะตีความมากกว่า แต่หนังคนจะเป็นแค่ผู้เสพ ผู้ถูกป้อน แล้วทุนในการผลิตมันสลับกันด้วยนะ อย่างเมื่อก่อน ทุนที่จะได้จากหนังจะมากกว่างานศิลปะ แต่ตอนนี้จากงานศิลปะเราจะได้ต้นทุนมากกว่า คือเขาให้เยอะมากเพราะเขาเคารพศิลปะ ค่าสมองก็เลยเยอะ
พี่มองว่าตรงนี้ต่างกับวงการศิลปะในบ้านเราอย่างไร อย่างบ้านเรา ททท.ให้เงินฝรั่งทำหนัง ประมาณ 20 ล้าน แต่กระทรวงวัฒนธรรมให้เงินคนทำหนังเกี่ยวกับในหลวงเหมือนกันเลย แต่ให้แค่ 4 แสน คุณมีเงินตั้งขนาดนี้ ไปจ้างฝรั่งทำไม ทำไมคุณไม่มั่นใจว่าคนไทยจะทำได้ เรามีศักยภาพนะ ถึงแม้จะอ้างว่างานนี้เพื่อจะทำให้ฝรั่งเข้าใจพระมหากษัตริย์ของเราก็ตาม เรากลับมองว่าคนไทยด้วยกันน่าจะเข้าใจได้มากกว่า แล้วถ้าอยากได้มุมมองของฝรั่ง เราก็ไปจ้างให้เขาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ แต่คนไทยทำกันเองได้นะ ซึ่งเราคิดว่ามันน่าเศร้านะสำหรับประเทศเรา ประเทศที่มีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังหาผลประโยชน์จากงานศิลปะ จริง ๆ ฝรั่งที่ทำหนังเรื่องนี้ให้ททท. ก็เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับUtopiaของเรา แล้วเราก็มองว่า เขาเป็นพวกอุทิศตัวเพื่อหนังจริง ๆ มีความสามารถที่จะทำหนัง 20 ล้านนี่ได้แน่ ๆ แต่เราก็ยังขอแย้งว่า คนไทยก็ทำได้นะ
เว็บไซต์ http://www.kickthemachine.com/
|